ผู้จะบวชเรียกว่า อุปสัมปทาเปกข์ หรือ นาค ซึ่งต้องท่องคำบาลีหรือที่เรียกกันว่าขานนาคให้คล่องเพื่อใช้ในพิธี โดยต้องฝึกซ้อมกับพระอาจารย์ให้คล่องก่อนทำพิธีบวชเพื่อจะได้ไม่เคอะเขิน
นอกจากนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องคิด ต้องเตรียมตัว และทำเมื่อคิดจะบวชดังต่อไปนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะต้องทำทั้งหมดเพราะว่าทั้งนี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสม และกำลังทรัพย์ด้วย ขั้นตอนบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ข้อที่ ๑-๕ เรียกว่าอัฏฐบริขารซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดเสียมิได้ มีความหมายว่า บริขาร ๘ แบ่งเป็นผ้า ๕ อย่างคือ สบง ๑ ประคตเอว ๑ จีวร ๑ สังฆาฏิ ๑ ผ้ากรองน้ำ ๑ และเหล็ก ๓ อย่างคือ บาตร ๑ มีดโกน ๑ เข็มเย็บผ้า ๑ นอกจากนั้นก็แล้วแต่ความจำเป็นในแต่ละแห่งและกำลังทรัพย์
| ๑.เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน ๑๐ วัน |
| ๒.อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว |
| ๓.เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด ๑ เดือน |
| ๔.ใช้ให้ภิกษุณีซักผ้า |
| ๕.รับจีวรจากมือของภิกษุณี |
| ๖.ขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่จีวรหายหรือถูกขโมย |
| ๗.รับจีวรเกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป |
| ๘.พูดทำนองขอจีวรดีๆ กว่าที่เขากำหนดจะถวายไว้แต่เดิม |
| ๙.พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย |
| ๑๐.ทวงจีวรจากคนที่รับอาสาเพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า ๓ ครั้ง |
| ๑๑.หล่อเครื่องปูนั่งที่เจือด้วยไหม |
| ๑๒.หล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียม (ขนแพะ แกะ) ดำล้วน |
| ๑๓.ใช้ขนเจียมดำเกิน ๒ ส่วนใน ๔ ส่วน หล่อเครื่องปูนั่ง |
| ๑๔.หล่อเครื่องปูนั่งใหม่ เมื่อของเดิมยังใช้ไม่ถึง ๖ ปี |
| ๑๕.เมื่อหล่อเครื่องปูนั่งใหม่ ให้เอาของเก่าเจือปนลงไปด้วย |
| ๑๖.นำขนเจียมไปด้วยตนเองเกิน ๓ โยชน์ เว้นแต่มีผู้นำไปให้ |
| ๑๗.ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช้ญาติทำความสะอาดขนเจียม |
| ๑๘.รับเงินทอง |
| ๑๙.ซื้อขายด้วยเงินทอง |
| ๒๐.ซื้อขายโดยใช้ของแลก |
| ๒๑.เก็บบาตรที่มีใช้เกินความจำเป็นไว้เกิน ๑๐ วัน |
| ๒๒.ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน ๕ แห่ง |
| ๒๓.เก็บเภสัช ๕ (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย)ไว้เกิน ๗ วัน |
| ๒๔.แสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด ๑ เดือนก่อนหน้าฝน |
| ๒๕.ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง |
| ๒๖.ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร |
| ๒๗.กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น |
| ๒๘.เก็บผ้าจำนำพรรษา (ผ้าที่ถวายภิกษุเพื่ออยู่พรรษา) เกินกำหนด |
| ๒๙.อยู่ป่าแล้วเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน ๖ คืน |
| ๓๐.น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน |
|
| ๑.ห้ามพูดปด |
| ๒.ห้ามด่า |
| ๓.ห้ามพูดส่อเสียด |
| ๔.ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ไม่ได้บวชในขณะสอน |
| ๕.ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน(ผู้ไม่ใช้ภิกษุ)เกิน ๓ คืน |
| ๖.ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง |
| ๗.ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง |
| ๘.ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช |
| ๙.ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช |
| ๑๐.ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด |
| ๑๑.ห้ามทำลายต้นไม้ |
| ๑๒.ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน |
| ๑๓.ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ |
| ๑๔.ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง |
| ๑๕.ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ |
| ๑๖.ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน |
| ๑๗.ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์ |
| ๑๘.ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน |
| ๑๙.ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน ๓ ชั้น |
| ๒๐.ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน |
| ๒๑.ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมาย |
| ๒๒.ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว |
| ๒๓.ห้ามไปสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่ |
| ๒๔.ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ |
| ๒๕.ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ |
| ๒๖.ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ |
| ๒๗.ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี |
| ๒๘.ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน |
| ๒๙.ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะให้เขาถวาย |
| ๓๐.ห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี |
| ๓๑.ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน ๓ มื้อ |
| ๓๒.ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม |
| ๓๓.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น |
| ๓๔.ห้ามรับบิณฑบาตเกิน ๓ บาตร |
| ๓๕.ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว |
| ๓๖.ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด |
| ๓๗.ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล |
| ๓๘.ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน |
| ๓๙.ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง |
| ๔๐.ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน |
| ๔๑.ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้ชีเปลือยและนักบวชอื่นๆ |
| ๔๒.ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ |
| ๔๓.ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน ๒ คน |
| ๔๔.ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง) |
| ๔๕.ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม |
| ๔๖.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา |
| ๔๗.ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้ |
| ๔๘.ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป |
| ๔๙.ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน ๓ คืน |
| ๕๐.ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ |
| ๕๑.ห้ามดื่มสุราเมรัย |
| ๕๒.ห้ามจี้ภิกษุ |
| ๕๓.ห้ามว่ายน้ำเล่น |
| ๕๔.ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย |
| ๕๕.ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว |
| ๕๖.ห้ามติดไฟเพื่อผิง |
| ๕๗.ห้ามอาบน้ำบ่อยๆเว้นแต่มีเหตุ |
| ๕๘.ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม |
| ๕๙.วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืมใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน |
| ๖๐.ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น |
| ๖๑.ห้ามฆ่าสัตว์ |
| ๖๒.ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์ |
| ๖๓.ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์(คดีความ-ข้อโต้เถียง)ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว |
| ๖๔.ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น |
| ๖๕.ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง ๒๐ ปี |
| ๖๖.ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน |
| ๖๗.ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน |
| ๖๘.ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้ามและสวดประกาศเกิน ๓ ครั้ง) |
| ๖๙.ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย |
| ๗๐.ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย |
| ๗๑.ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว |
| ๗๒.ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท |
| ๗๓.ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์ |
| ๗๔.ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ |
| ๗๕.ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ |
| ๗๖.ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล |
| ๗๗.ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น |
| ๗๘.ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน |
| ๗๙.ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน |
| ๘๐.ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ฉันทะ |
| ๘๑.ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนภายหลัง |
| ๘๒.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล |
| ๘๓.ห้ามเข้าไปในตำหนักของพระราชา |
| ๘๔.ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่ |
| ๘๕.เมื่อจะเข้าบ้านในเวลาวิกาล ต้องบอกลาภิกษุก่อน |
| ๘๖.ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์ |
| ๘๗.ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ |
| ๘๘.ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น |
| ๘๙.ห้ามทำผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ |
| ๙๐.ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ |
| ๙๑.ห้ามทำผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ |
| ๙๒.ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ |
|
| ๑.รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ |
| ๒.ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร |
| ๓.รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป) |
| ๔.รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร |
| ๕.ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ |
| ๖.ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร |
| ๗.ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง) |
| ๘.ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป |
| ๙.ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป |
| ๑๐.ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก |
| ๑๑.ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้ |
| ๑๒.ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ |
| ๑๓.ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป |
| ๑๔.ทำคำข้าวให้กลมกล่อม |
| ๑๕.ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง |
| ๑๖.ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน |
| ๑๗.ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก |
| ๑๘.ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก |
| ๑๙.ไม่ฉันกัดคำข้าว |
| ๒๐.ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย |
| ๒๑.ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง |
| ๒๒.ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว |
| ๒๓.ไม่ฉันแลบลิ้น |
| ๒๔.ไม่ฉันดังจับๆ |
| ๒๕.ไม่ฉันดังซูดๆ |
| ๒๖.ไม่ฉันเลียมือ |
| ๒๗.ไม่ฉันเลียบาตร |
| ๒๘.ไม่ฉันเลียริมฝีปาก |
| ๒๙.ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ |
| ๓๐.ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน |
| ๑.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ |
| ๒.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ |
| ๓.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ |
| ๔.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ |
| ๕.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้) |
| ๖.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า |
| ๗.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน |
| ๘.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน |
| ๙.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า |
| ๑๐.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ |
| ๑๑.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ |
| ๑๒.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน |
| ๑๓.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุ |
| ๑๔.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุยืน |
| ๑๕.ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า |
| ๑๖.ภิกษุเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง |
|